Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ชนิสราฟาร์ม” ตัวอย่าง “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” สร้างความมั่นคงด้วยสองมือ

    “ชนิสราฟาร์ม” ตัวอย่าง “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” สร้างความมั่นคงด้วยสองมือ

    “ชนิสราฟาร์ม” ตัวอย่าง “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” สร้างความมั่นคงด้วยสองมือ

    จากอาชีพขายข้าวสารและรับจ้างทั่วไป สู่เจ้าของฟาร์มหมูขุน 11 โรงเรือน ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ “ชนิสรา ละลา” เลือกเปลี่ยนชีวิตด้วยอาชีพเลี้ยงหมูขุนร่วมกับซีพีเอฟ แม้ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ด้วยการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และมีทีมผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

    เริ่มต้นจากโรงเรือนเดียว ปัจจุบันชนิสราฟาร์มขยายเป็นฟาร์มหมูขุน 11 โรงเรือน ความจุกว่า 9,000 ตัว ใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ มุ่งสู่ Smart Farm สร้างรายได้ที่แน่นอนต่อเนื่อง พร้อมดูแลชุมชนรอบข้างไปพร้อมกัน

    เรื่องราวของชนิสราฟาร์ม สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของเกษตรกรและซีพีเอฟ ที่ผลักดันให้ “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” กลายเป็นเส้นทางที่สร้างความมั่นคงได้จริง เมื่อเกษตรกรตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง และมีพาร์ตเนอร์ที่พร้อมเดินเคียงข้างกันอย่างยั่งยืน

    คลิกชมคลิป >> https://youtube.com/shorts/XLbWHj_42ag?si=SlPhpamslDorm7ze

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/995085&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rI18IHytyMleKu7QeGQ30

  • SITE 2026 ผนึกกำลังพันธมิตรพลิกฟื้นเศรษฐกิจใต้  | เดลินิวส์

    SITE 2026 ผนึกกำลังพันธมิตรพลิกฟื้นเศรษฐกิจใต้  | เดลินิวส์

    ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ม.อ. ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และจังหวัดสงขลา จัดงาน SITE 2026 มหกรรมแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและขยายเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับสากล ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    โดย ภายในงาน SITE 2026 ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม โดยเน้น 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1. การแพทย์และสุขภาพ (Health & Wellness) เจาะลึกเทคโนโลยีการแพทย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เช่น CAR-T Cell Therapy นวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด  , แผ่นแปะวัคซีนละลายใต้ผิวหนัง 2.ดิจิทัล (Digital) ที่นำเสนอโซลูชันอัจฉริยะเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล  3. อาหารและการเกษตร (Food & Agriculture) นวัตกรรมยกระดับผลผลิตและสินค้าเกษตรภาคใต้ และ4. พลังงานสะอาด (Energy) เทคโนโลยีพลังงานที่ยั่งยืนเพื่ออนาคต และยังได้จัดเวที Business Matching พื้นที่จับคู่ธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยและนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ IMT-GT และสิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศกว่า 11,000 คน มีผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า 4,900 คน

    “การจัดงาน SITE 2026 นอกจากจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของจังหวัดสงขลาหลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันทีผ่านการหลั่งไหลเข้ามาของนักลงทุน วิทยากร และผู้เข้าชมงานจำนวนมาก ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่งในตัวเมืองหาดใหญ่ และสงขลา”

    นางสาวกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดไมซ์ในประเทศ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กล่าวว่า การจัดงาน SITE 2026 ที่จังหวัดสงขลานับได้ว่าเป็น “งานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี” ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของไทย และยังเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง โดย TCEB ได้มองเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดสงขลาที่มีความพิเศษในด้านความหลากหลายทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการพัฒนาจังหวัดสงขลาไปสู่การเป็นเมืองไมซ์ที่สมบูรณ์แบบ และนำพาเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เติบโตได้ในอนาคต

    โดย การจัดงาน SITE 2026 เป็นการจัดงานในครั้งที่ 2 ต่อจากครั้งแรกที่ได้จัดงาน SITE 2024 ซึ่งได้พัฒนาไปสู่การเป็นเวทีนานาชาติที่มีประเทศสิงคโปร์และออสเตรเลีย เข้ามาร่วมด้วยผ่านความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูต เป็นการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ก้าวจากงานระดับประเทศ ไปสู่งานระดับนานาชาติได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5577540/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_VMzL-nTgsSbvDSEeDI2B

  • เงินเฟ้อไทยต่ำติด Top 10 โลก รั้งอันดับ 2 อาเซียน สะท้อนเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง

    เงินเฟ้อไทยต่ำติด Top 10 โลก รั้งอันดับ 2 อาเซียน สะท้อนเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง

    เงินเฟ้อไทยต่ำติด Top 10 โลก รั้งอันดับ 2 อาเซียน สะท้อนเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง

    วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้เปิดเผยข้อมูลวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28% ซึ่งระดับดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นอันดับที่ 7 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลขทั่วโลก และยังคงอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มประเทศอาเซียน 

    จากทั้งหมด 10 ประเทศที่ประกาศตัวเลข จากการเปรียบเทียบข้อมูลภายในภูมิภาคอาเซียน พบว่าส่วนใหญ่มีทิศทางเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1.บรูไน มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในอาเซียนอยู่ที่ -0.7% (อันดับ 4 ของโลก) 

    2.ไทย มีอัตราเงินเฟ้อ -0.28% (อันดับ 7 ของโลก) 

    3.ติมอร์-เลสเต มีอัตราเงินเฟ้อ+1.0%

    4.กัมพูชา มีอัตราเงินเฟ้อ+1.19%

    5.สิงคโปร์ มีอัตราเงินเฟ้อ+1.2%

    6.มาเลเซีย มีอัตราเงินเฟ้อ +1.6%)

    7.ฟิลิปปินส์ มีอัตราเงินเฟ้อ +1.8%

    8.อินโดนีเซีย มีอัตราเงินเฟ้อ +2.92%

    9.เวียดนาม มีอัตราเงินเฟ้อ +3.48% 

    10. สปป.ลาวยังคงเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในอาเซียน โดยอยู่ที่ +5.6%(อันดับ 107 ของโลก) 

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีระดับเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับอิตาลี +1.2% (อันดับ 25 ของโลก),อินเดีย +1.33% (อันดับ 29 ของโลก),เกาหลีใต้ +2.3% (อันดับ 49 ของโลก),สหรัฐอเมริกา +2.7% (อันดับ 59 ของโลก),สหราชอาณาจักร +3.4% (อันดับ 75 ของโลก) 

    ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Trading Economics ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 และ 29 มกราคม 2569 ยืนยันว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนธันวาคม 2568 ยังคงอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก โดยสามารถรักษาตำแหน่งในกลุ่มประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำที่สุด (Top 10) ของโลกไว้อย่างต่อเนื่อง 

    อีกทั้งยังเป็นอันดับต้นๆของอาเซียนซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงสภาวะค่าครองชีพและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22-rRzAp30V-wLwsSuJ1HG

  • “ธนกฤต” ลงพื้นที่รังสิต ชูแก้เศรษฐกิจฐานราก-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

    “ธนกฤต” ลงพื้นที่รังสิต ชูแก้เศรษฐกิจฐานราก-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

    นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่ช่วย นายชยุต สินพูนภักดิ์  เบอร์ 7 เขต 4 ปทุมธานี พร้อมด้วยคณะทีมหาเสียงพรรคกล้าธรรม พบปะพูดคุยแบบเป็นกันเองกับชาวบ้าน ชาวชุมชนในพื้นที่

    โดยตัวแทนชาวชุมชน กล่าวว่า รู้สึกดีใจ ที่ได้มาพบ ได้มานั่งพูดคุยแบบล้อมวงเป็นกันเอง ไม่คิดว่าจะมา แบบตัวจริง เสียงจริง ทำให้ปลื้มใจเป็นอย่างมาก และพร้อมจะช่วยเลือกท่านและผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา และสิ่งที่ต้องการหลัก ๆ คือ ให้ช่วยแก้ปัญหาเศษฐกิจฐานรากให้พ่อค้าแม่ค้าได้ค้าขายคล่องตัวขึ้น ขอให้กล้าทำอย่างที่พูด ส่วนใครจะบอกว่าพรรคนี้สีเทา พวกเขาไม่ได้สนใจ เพราะเห็นว่าพรรคนี้ทำจริง และเห็นสิ่งที่นายกองตรี ธนกฤต ทำนั้น ทำดีและทำจริงมาตลอด ซึ่งปัญหาของชาวบ้านที่เห็นได้ชัดคือปัญหาเรื่องปากท้อง , ความไม่เท่าเทียมในสังคม , การศึกษาของเด็ก ๆ

    ทั้งนี้ นายกองตรีธนกฤต ได้คำนึงถึงปัญหาเหล่านี้ และต้องการที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไข เพื่อที่คนกลุ่มนี้ จะได้รับการดูแล และสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียม รวมทั้งได้พูดถึงเกี่ยวกับกลุ่มเปราะบางโดยได้กล่าวว่า ทางพรรคกล้าธรรมได้เตรียมทำตามนโยบายเรื่องนี้ไว้แล้ว ทั้งเรื่อง เบี้ยคนชรา คนพิการ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด – อายุ 6 ปี ทั้งยังมีเงินสำหรับซ่อมบ้าน 40,000 อีกด้วย

    จากนั้น นายกองตรีธนกฤต พร้อมผู้สมัคร สส.เบอร์ 7 เขต 4 (เขตเทศบาลนครรังสิต กับ เขตเทศบาลเมืองคลองหลวงปทุมธานี) พรรคกล้าธรรม ได้ขึ้นรถขยายเสียง แห่รอบพื้นที่เพื่อทักทายประชาชนตามริมทางในหมู่บ้านบริเวณชุมชนไทเทยิ่น ชุมชนสะพานฟ้า สะพานแดง เมเจอร์รังสิต ชุมชนคลองหนึ่ง คลองสอง ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โดยโบกมือทักทายและตะโกนบอกเบอร์ 42 ตลอดทาง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/811676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DZEjVuCU7zcp6qRyzEivW

  • ภารกิจนายกฯเฟ้นหา ‘ขุนคลัง’ร่วม ครม.  เดิมพัน ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ฝ่าวิกฤต  

    ภารกิจนายกฯเฟ้นหา ‘ขุนคลัง’ร่วม ครม. เดิมพัน ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ฝ่าวิกฤต  

    การเลือกตั้งทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ไม่เพียงแต่มีความหมายในทางการเมือง แต่ถือว่ามีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ บนความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี รวมทั้งมีความเสี่ยงที่สถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Rating Agency) จะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยลงได้หลังจากที่ปีก่อนมูดี้ส์ และฟิตช์เรตติ้ง ได้หั่นมุมมอง (Outlook) ไทยลงเป็นเชิงลบเพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว

    ดังนั้นหากมองข้ามช็อตหลังจากการเลือกตั้งไปยังการจัดตั้งรัฐบาลและฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตำแหน่งที่สำคัญที่จะมาคุมทิศทางเศรษฐกิจ บริหารนโยบายการคลังของประเทศคือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องดึงคนที่สังคมเชื่อมือ เชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ ราชการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

    จากสมมุติฐานการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ที่พรรคการเมืองที่ได้มีโอกาสเป็นพรรคอันดับ 1 ที่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 3 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย

    ในส่วนของ “พรรคประชาชน” ก่อนหน้านี้ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ได้เคยเปิดเผยว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคนแต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ขุนคลัง” พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว “ซีเคร็ท”

    ดังนั้นจากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนจะต้องทาบทาม “คนนอก” พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4%

    พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีการประกาศชัดเจนที่สุดว่า หากได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับจะให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เหมือนเดิมเพื่อสานต่องานที่ได้ทำไว้ ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้การกระตุ้นโดยโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนที่ค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ของประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ. 2569 – 2572 โดยพรรคมีการวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ปีละ 3% พลัส

    ในส่วนของพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ได้มีการพูดถึงตัวบุคคลที่วางไว้ว่าจะให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง หากได้เป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล แต่ในส่วนของตัวบุคคลที่มีการวางไว้ให้เป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ที่ชื่อของจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับการโปรโมทขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

    ทำให้มีโอกาสเช่นกันหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จุลพันธ์ จะขยับจากการเป็น รมช.คลังในครั้งก่อนขึ้นมานั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการ ที่สามารถนั่งในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน

    ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้านทั้ง การสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ของภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ การผลักดันโครงการคนไทยหายจน รวมทั้งจะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็น ป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    งานยากเศรษฐกิจรอ รมว.คลังคนใหม่ 

    ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการคลังของประเทศไทยว่าปัจจุบันเสถียรภาพทางการคลังของไทยอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่ระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำจะเคยเป็นจุดแข็งของประเทศเพราะมีหนี้สาธารณะต่ำมาก วันนี้กลายเป็นจุดอ่อน และความเสี่ยงเพราะหนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นมาสูงใกล้เพดาน 70%

    ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากในการอธิบายให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เข้าใจถึงแผนการจัดการรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงใกล้ถึง 70% ของจีดีพี ซึ่งส่งผลให้ความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายงบประมาณลดน้อยลงอย่างมาก

    ขณะนี้ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ สัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้ของรัฐบาลที่ขยับขึ้นมาแตะระดับ 11% ซึ่งใกล้กับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่กำหนดไว้ไม่ควรเกิน 12% เพื่อคงสถานะความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน (Investment Grade) โดยคาดว่าในปีหน้าสัดส่วนนี้จะแตะระดับเพดานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อฐานะการคลังและมีโอกาสที่ระยะต่อไปจะโดนปรับลดเครดิตเรตติ้งลงไปได้หลังจากที่มีการปรับมุมมอง (Outlook) เศรษฐกิจของประเทศไทยลงมาสู่ระดับ Negative แล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

    โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่ คือการหาคนที่เป็น รมว.คลังที่เหมาะสมมานั่งเก้าอี้สำคัญใน ครม.ใหม่ ต้องได้คนที่มีทั้งฝีมือ และบารมี รวมทั้งสร้างความหวัง และสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทย ให้มีโอกาสออกจากวิกฤติที่ซับซ้อนได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจจะติดหล่มมากกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IJyLX03khm5yst77AFX7V

  • งบประมาณ 2026 ปรับสมดุลใหม่การค้าอินเดีย หนุนผู้ส่งออก ลดพึ่งพาการนำเข้า

    งบประมาณ 2026 ปรับสมดุลใหม่การค้าอินเดีย หนุนผู้ส่งออก ลดพึ่งพาการนำเข้า

     
                   การเพิ่มขึ้นของงบประมาณสหภาพอินเดียประจำปี 2026 นำเสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เน้นย้ำยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด งบประมาณฉบับนี้สามารถสานต่อการมุ่งเน้นเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งด้านการลงทุนภาครัฐ (capital expenditure) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก
    แม้ว่าการปรับโครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรบางรายการและการปรับมาตรการอุดหนุนอาจส่งผลให้ต้นทุนในระยะสั้นของภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมระยะกลางถึงระยะยาว แนวโน้มยังคงเป็นบวกอย่างชัดเจนสำหรับภาคการส่งออก การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของอินเดียต่อไป

    union budget 2026-2.jpg

                 งบประมาณปี 2026 โดยสังเขป 
                    •    การลงทุนภาครัฐ (Capital Expenditure): รักษาระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (มากกว่า 119 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 11 ล้านล้านรูปี) สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนการลงทุนที่ยังคงแข็งแกร่ง
                 •    การมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐาน: ถนน รถไฟ ท่าเรือ ศูนย์โลจิสติกส์ และเขตเศรษฐกิจเมือง
                 •    ทิศทางเชิงนโยบาย: การปรับโครงสร้างภาษีและอัตราภาษีศุลกากรให้เรียบง่ายขึ้น เน้นการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
                 •    แนวโน้มการค้า: เสริมสร้างมาตรการสนับสนุนการส่งออก และคาดว่าจะมีแรงกดดันด้านต้นทุนนำเข้าในบางรายการ

        ประเด็นที่งบประมาณปี  2026  ปรับดีขึ้นจากปี 2025

    ประเด็นที่อาจ “มีต้นทุนสูงขึ้น” เมื่อเทียบกับปี 2025

    1.การคงระดับการลงทุนภาครัฐเพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน (crowd-in)

    งบประมาณยังคงรักษาการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในระดับสูงสะท้อนความต่อเนื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น ถนน รถไฟ ท่าเรือ และ “เขตเศรษฐกิจ” ความต่อเนื่องเชิงนโยบายนี้ช่วยให้ภาคการก่อสร้าง วิศวกรรม และอุตสาหกรรมสินค้าเงินทุน สามารถวางแผนและดำเนินโครงการได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

    1.การปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนและการลดเฉพาะจุด

    – หากมีการปรับลดเงินอุดหนุนบางรายการ อาจส่งผลให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตในระยะสั้นของบางภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงาน เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ สถาบันวิเคราะห์งบประมาณ  ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณในบางโครงการ ซึ่งภาคธุรกิจที่พึ่งพาเงินอุดหนุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

    2.การให้ความสำคัญต่อการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้านการส่งออกและห่วงโซ่อุปทาน

    – เน้นมาตรการด้านโลจิสติกส์ ประสิทธิภาพท่าเรือ ระบบห้องเย็น (cold chain) และการอำนวยความสะดวกด้านการค้าดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนธุรกรรมและระยะเวลาการขนส่งสำหรับผู้ส่งออก

    2.การปรับอัตราภาษีศุลกากรและมาตรการภาษีแบบเลือกสรร

    ในระยะยาวเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ แต่ในระยะสั้นอาจทำให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้าสูงเพิ่มขึ้น

    3.ความชัดเจนเชิงนโยบายและการปรับปรุงการบริหารจัดเก็บภาษี

    – คำแถลงงบประมาณเสนอการจัดทำพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ฉบับใหม่ และทำให้อัตราภาษีศุลกากรมีโครงสร้างที่เรียบง่ายขึ้น เพื่อลดความคลุมเครือด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งในระยะยาวถือเป็นผลบวกต่อผู้ส่งออกในระบบและนักลงทุน

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
                 1.การส่งออก 
                    •    การเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
                    •    ประสิทธิภาพของท่าเรือและระบบขนส่งที่รวดเร็วขึ้น เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรรม อาหารทะเล สิ่งทอ และสินค้าที่เน่าเสียง่าย 
                    •    การมุ่งเน้นการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม (value-added manufacturing) สนับสนุนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์ทางทะเล และอาหารแปรรูป
        ทั้งนี้ งบประมาณปี 2026 ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการส่งออกของอินเดียในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างชัดเจน
                  2.การนำเข้า (แรงกดดันในระยะสั้น)
                    •    ความเป็นไปได้ของการปรับอัตราภาษีศุลกากรและข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น อาจเพิ่มต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า
                    •    ภาคอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ การแปรรูปอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) อาจเผชิญต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น
                     •    ปัจจัยภายนอก เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อาจทำให้มูลค่าการนำเข้าของอินเดียยังคงอยู่ในระดับสูง
    ทั้งนี้ การนำเข้าอาจมีต้นทุนสูงขึ้นในระยะสั้น ขณะที่อินเดียผลักดันนโยบายส่งเสริมการผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง
    ข้อคิดเห็น
                   งบประมาณสหภาพอินเดีย 2026–27 ชี้ให้เห็นการรักษาจังหวะการลงทุนภาครัฐและการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนด้านงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูงถึงระดับ 120,560 ล้านเหรียญสหรัฐ และงบประมาณรายจ่ายรวม 586,066 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ส่งออกและภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะสั้นควรเฝ้าระวังผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีและระเบียบปฏิบัติ โดยการรักษาเสถียรภาพของส่วนต่างกำไรและตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาอย่างรัดกุม สำหรับระยะกลาง การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนการส่งออกเป็นโอกาสสำคัญแก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการร่วมทุนหรือจัดตั้งฐานการผลิตในอินเดียเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายอุปทานระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ควรเร่งสำรวจความต้องการตลาดในกลุ่มสินค้าเป้าหมาย อาทิ อาหารและอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่ไปกับการทดลองระบบตัวแทนจำหน่ายในเมืองหลักทางเศรษฐกิจ และศึกษาความเป็นไปได้ในการจ้างผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและการส่งออกต่อไป

    ChatGPT-Image-Feb-3-2026-09_23_24-AM.png

    ที่มา: 1.  https://prsindia.org/files/budget/budget_parliament/2026/Union_Budget_Analysis-2026-27.pdf 
    https://economictimes.indiatimes.com/news/economy/policy/budget-2026-a-slow-cooked-recipe-for-wholesome-consumption/articleshow/127847538.cms
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gqyumo8obvvsy18vfrvihb3r&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1exs_V1dqNFC1qn_fV7wex

  • 8 กพ วันเลือกตั้งจะชี้ชะตาประเทศว่าประชาชนจะเลือกทางใด

    8 กพ วันเลือกตั้งจะชี้ชะตาประเทศว่าประชาชนจะเลือกทางใด


    นายอลงกรณ์ พลบุตร

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวันนี้โดยชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันที่กำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤตครั้งใหญ่ทั้งวิกฤตในประเทศต่างประเทศและโจทย์อนาคตและมองว่า”การเมืองสุจริต“คือแนวทางหลักที่จะนำประเทศฝ่าพ้นวิกฤตต่างๆไปได้

    คำถาม: ในมุมมองของท่านมองสถานการณ์และอนาคตของประเทศอย่างไร ?

    อลงกรณ์ : วันนี้ประเทศของเราเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งวิกฤตในประเทศต่างประเทศและโจทย์อนาคตที่ท้าทายไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย เทคโนโลยีดิสรัปชั่น การกีดกันทางการค้า และโลกร้อนโลกรวนวิกฤติที่ประเทศเผชิญเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยในปี 2568 ถดถอยลงอย่างรุนแรงร่วงลง 5 อันดับในปีเดียวมาอยู่อันดับที่ 30 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งไอเอ็มดี.ระบุสาเหตุว่าเป็นผลมาจากประสิทธิภาพภาครัฐที่ลดลงอย่างมากโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอปัญหาสังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนพลังงานและความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจไทยโตต่ำโตช้าเติบโตต่ำกว่า 2% ในปีล่าสุดรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน

    เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่ายทั้งภาครัฐและประชาชนทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง  16 ล้านล้าน หรือ90%ของGDP ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 12 ล้านล้าน และจะถึง70%ของจีดีพี.ในปีงบประมาณหน้าการที่รายได้ภาครัฐต่ำกว่ารายจ่ายมากทำให้ต้องกู้เพื่อปิดงบประมาณยาวนานต่อเนื่องยาวนาน19 ปีรวมถึงปีงบประมาณหน้าโดยเฉพาะปีงบประมาณนี้วงเงิน 3.78 ล้านบาท ยังเป็นงบประมาณขาดดุลโดยกู้ชดเชยงบขาดดุลสูงถึง 860,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันการคอรัปชั่นก็เข้าขั้นวิกฤติทุจริตฉ้อราษฎรบังหลวงทั้งระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติทั้งในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทยักษ์ใหญ่สูงถึง 500,000 ล้านต่อปี ซ้ำเติมประเทศให้วิกฤติยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำลายเอสเอ็มอีและโรงงานอุตสาหกรรมไทยอีกหลายแสนล้านบาทต่อปีเป็นวิกฤติธุรกิจรากหญ้ารวมทั้งวิกฤติทุนเทาสแกมเมอร์คอลเซนเตอร์และการฟอกเงิน จนทำให้ประเทศไทยถูกตราหน้าว่าเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินกระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง

    ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งในการแก้วิกฤติ เราจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว(Failed State)เพราะมี 5 สัญญานเตือน
     

    1. ทุนเทาครอบงำ (State Capture)
    ทุนเทาทุนคอรัปชั่นเข้าแทรกแซงและครอบงำระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมและการเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    2. กฎหมายสองมาตรฐาน (Erosion of Rule of Law)
    คดีทุจริตรายใหญ่ใช้เวลาตรวจสอบเฉลี่ยกว่า 5-10 ปี และมักหลุดคดีในที่สุดหรือพ้นข้อกล่าวคตั้งแต่ต้นทางด้วยการซื้อคดี ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม

    3. จำยอมกับการคอรัปชั่น (Normalization of Corruption)
    ผลการสำรวจและวิจัยรายงานว่า 
    เอสเอ็มอี.( SME )กว่า 60% จำยอมต้องจ่ายส่วยจ่ายสินบนจ่าย “ค่าธรรมเนียมสีเทา” เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ

    4. ความไม่เสมอภาคสุดขั้ว(Extreme Inequality) คอรัปชั่นทำให้งบพัฒนาหายไป 3 แสนล้านบาทต่อปี ทำคนจนพุ่งสูงขึ้นขณะที่กลุ่มอิทธิพลร่ำรวยผิดปกติ

    5. ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน(Dysfunctional Oversight)กลไกตรวจสอบเป็นอัมพาต ถูกแทรกแซงโดยอำนาจการเมือง

    คำถาม : แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรครับ
    อลงกรณ์ : ระบบเศรษฐกิจ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอประสิทธิภาพภาครัฐต่ำลงจนยากจะเยียวยาหากไม่เร่งแก้ปัญหาวันนี้ด้วยแนวทางการเมืองสุจริตปราบปรามการทุจริตและทุนเทาอย่างเฉียบขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก ใช้เทคโนโลยีเอไอ.และแพลตฟอร์มดิจิตอลมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนภาคเอกชนภาคประชาชนมาร่วมทำงานทั้งแจ้งเบาะแสและไม่จ่ายส่วยจ่ายสินบนไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง

    นอกจากนี้ต้องปฏิรูปยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต 5 % ด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่สร้างรายได้ใหม่และตอบโจทย์อนาคต เสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่แทนเครื่องยนต์ตัวเก่าเช่นเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy และเศรษฐกิจภูมิอากาศ (Climate Economy)ฯลฯพร้อมกับการปลดล็อคยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่ล้าหลังโดยกิโยตินกฎหมายที่เป็นอุปสรรคของการลงทุน ธุรกิจการค้าและการบริการประชาชนโดยเร็วที่สุด เป็นต้น

    คำถาม : การเลือกตั้งจะช่วยได้อย่างไร?
    อลงกรณ์ : 8 กพ วันเลือกตั้งจะชี้ชะตาประเทศว่าประชาชนจะเลือกทางใด
    ระหว่างอดีตที่มืดมนหรืออนาคตที่ดีกว่า
    อย่าเลือกเพราะอามิสสินจ้าง เลือกผู้แทนเลือกนายกรัฐมนตรีและพรรคที่ซื่อสัตย์สุจริตมีประสบการณ์มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าทันโลกเพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดีสภาผู้แทนที่ดีสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศได้จึงจะพาประเทศออกจากวิกฤติไปได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yhURLlj_fqhNj1gGrzkeM

  • คัด 20 หุ้นเด่น “กลุ่มส่งออก-ท่องเที่ยว-โรงพยาบาล” รับบาทอ่อนค่า

    คัด 20 หุ้นเด่น “กลุ่มส่งออก-ท่องเที่ยว-โรงพยาบาล” รับบาทอ่อนค่า

    ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนมกราคม 2569 เท่ากับ 99.91 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 ซึ่งเท่ากับ 100.57 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงร้อยละ 0.66 เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน

    โดยมีปัจจัยสำคัญจากการปรับลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับลดลง ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังคงลดลง จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป เป็นสำคัญ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรือเงินเฟ้อทั่วไป ประจำเดือนม.ค.69 ออกมาอยู่ที่ระดับ -0.66% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการติดลบที่มากกว่าตลาดคาดไว้ (คาดไว้ที่ -0.40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน) และนับเป็นการติดลบต่อเนื่องยาวนานเป็นเดือนที่ 10 ซึ่งปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินเฟ้อลดต่ำลง มาจากการลดลงของราคาสินค้าใน กลุ่มพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐฯ

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์ว่าไตรมาส 1/69 เงินเฟ้อจะยังคงติดลบที่ระดับ -0.43% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และประเมินกรอบเงินเฟ้อตลอดทั้งปีไว้ที่ 0.0 – 1.0%

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณา “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (CORE CPI) ที่หักราคาอาหารสดและพลังงานออก ยังคงขยายตัวเป็นบวกอยู่ที่ 0.60% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่

    ในขณะที่เงินเฟ้อไทยยังลดต่ำลงเรื่อยๆ บวกกับทิศทาง DOLLAR INDEX ที่แข็งค่าหนุนให้ทิศทางของค่าเงินบาท กลับทิศ เริ่มปรับตัวอ่อนค่าลง ล่าสุดอยู่ระดับ 31.8 บาท/เหรียญฯ ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาและการเคลื่อนย้ายของ FLOW ต่างชาติในระยะสั้น ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่

    กลุ่มส่งออก (EXPORTS): ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และเกษตรแปรรูป

    หุ้นเด่น บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT, บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA, บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER, บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT, บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT

    กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM): บาทอ่อนค่าช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้มีกำลังซื้อมากขึ้น

    หุ้นเด่น: บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW

    กลุ่มโรงพยาบาล (HEALTHCARE): โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยชาวต่างชาติ (MEDICAL TOURISM)

    หุ้นเด่น: บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/811585&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vXQH5mlGK66GZZptp6Etf

  • นักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ แห่เที่ยวชมความสวยงามพระธาตุเจดีย์หลวง ตามรอย “ลิซ่า”

    นักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ แห่เที่ยวชมความสวยงามพระธาตุเจดีย์หลวง ตามรอย “ลิซ่า”

    นักท่องเที่ยวทั้งไทย เทศ แห่เที่ยวชมความสวยงามพระธาตุเจดีย์หลวง เชียงใหม่ หนึ่งในโลเคชันโปรโมทการท่องเที่ยว ททท.ตามรอย “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador

    วันที่ 6 ก.พ.69 รายงานข่าวแจ้งว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก แม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงเทศกาลไปแล้วก็ตาม แต่ตามตัวเมืองเชียงใหม่ ยังคงพบมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย เดินทางเข้ามาสัมผัสบรรยากาศและความสวยงามของสถานที่สำคัญ และสถานที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงใหม่ เช่นเดียวกันกับที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดชื่อดังตั้งอยู่ใจกลางตัวเมืองเชียงใหม่ใหม่ ที่ในขณะนี้กลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ที่พากันแวะเวียนเข้าไปถ่ายภาพ และสัมผัสกับบรรยากาศความสวยงามของเจดีย์โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในวจกลางวัด และกลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับอานิสงส์จากการที่ถูกเลือกเป็นหนึ่งในโลเคชันสำคัญจากภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุด “feel all the feelings” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางผ่าน “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador กับการนำเสนอเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากหลากหลายภูมิภาค

    โดยพระธาตุเจดีย์หลวง ได้เป็นหนึ่งในฉากการโปรโมทการท่องเที่ยว ที่ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ได้ใช้ในการถ่ายทำโฆษณา เมื่อช่วงประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา และทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุด “feel all the feelings” ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลทำให้สถานที่สำคัญภายในโฆษณาดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนเดินทางมาตามรอย เพื่อสัมผัสความสวยงามด้วยตาตัวเอง ที่ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ยังรวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลากหลายประเทศด้วย

    แนวคิดที่ ททท. นำมาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์โฆษณาล่าสุด “feel all the feelings” ผ่านมุมมองของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador ที่นำเสนอสถานที่สวยงามทั่วประเทศไทย ถ่ายทอดร้อยเรื่องราวเสมือนโปสการ์ดจากหลายเมืองที่ค่อยๆ เปิดทีละใบ เผยให้เห็นธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทยในมุมที่งดงามร่วมสมัย สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย สะท้อนเสน่ห์ของ Amazing Thailand ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกพื้นที่

    ส่วนจุดเด่นของวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทางทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เผยแพร่อแกมา บอกเล่าเรื่องราวแสดงถึง วัดเก่าแก่กลางเมืองล้านนาดื่มด่ำไปกับกลิ่นอายวิถีชีวิตของภาคเหนือ เจดีย์โบราณตั้งตระหง่านท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเปี่ยมด้วยศรัทธา สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงสะกดสายตา แต่ยังสะท้อนรากวัฒนธรรมไทยที่แข็งแรงและงดงาม นอกจากนี้ยังมีเสน่ห์ของ “ประเพณียี่เป็ง” หรือประเพณีลอยกระทงทางล้านนา หนึ่งในเทศกาลสำคัญของภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงในเดือนพฤศจิกายน ถ่ายทอดภาพโคมลอยนับพันดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนบริเวณนอกตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมบรรยากาศวัดเจดีย์หลวงที่สว่างไสวจากแสงเทียนและการจุดผางประทีปนับแสนดวง แสงเล็กๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนมนต์สะกด เปลี่ยนค่ำคืนให้สว่างไสวเต็มไปด้วยประกายแห่งความงดงามและความประทับใจที่ยากจะลืมและในระหว่างการถ่ายทำ ลิซ่าเองก็ได้มีส่วนร่วมในการจุดเทียน ทำให้ทุกภาพเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความรู้สึกของเทศกาลอย่างแท้จริง

    สำหรับวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม สร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างราวปีพุทธศักราช 1928 ถึง 1945 และมีการบูรณะมาหลายสมัย เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตในสมัยพญาแก้ว พระธาตุเจดีย์หลวงมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญอีกองค์หนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ วัดเจดีย์หลวงสร้างอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา ตั้งอยู่เลขที่ 103 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ภายในวัดประมาณ 32 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3878315/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g6KrN8Sp59pS8y9fyLRU8

  • ททท. ปักธงตรุษจีนปีม้าทอง! นทท.ทะลัก 3.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 4.2 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    ททท. ปักธงตรุษจีนปีม้าทอง! นทท.ทะลัก 3.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 4.2 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานแถลงข่าวเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 69 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) ชวนฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำมิตรภาพไทย–จีน 51 ปี กับ 2 พื้นที่จัดงานหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยคาดว่าช่วงตรุษจีน 13-22 ก.พ. 69 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางทะลุ 3.5 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 4.2 หมื่นล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 69 (13-22 ก.พ. 69) จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับปี 69 นับเป็นปีแห่งความพิเศษของเทศกาลตรุษจีนประเทศไทยที่มาพร้อมการเฉลิมฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่กับหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และโอกาสครบรอบ 22 ปี ของความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังคำกล่าวที่ว่า จง ไท่ อี้ เจี่ย ชิน-จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน

    โดยปี 69 ททท. จัดงาน ใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่

    1. เทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 69 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่ง ททท. ได้บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริษัทไทเบฟเวอเรจ จัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ย่อย ประกอบด้วย

    – กิจกรรมการตกแต่งประดับไฟ ร่วมฉลองความสุข ส่งต่อความรุ่งเรือง ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ณ ถนนเยาวราช บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ในวันที่ 7 ก.พ. ถึง 1 มี.ค. 69 ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น.

    – งานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 69 ในวันที่ 14-18 ก.พ. 69 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. เปิดม่านมงคลกับพิธีกล่าวอวยพร ไทย-จีน ในวันที่ 14 ก.พ. 69 พร้อมจัดเต็มไฮไลต์ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน และกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-จีน การประดิษฐ์โคมจีน การพิมพ์ลายอักษรมงคล การเขียนพู่กันจีน วาดหัวโขน การตัดกระดาษจีน การปักผ้าไทย พวงกุญแจดอกไม้ประดิษฐ์ โหราศาสตร์จีน เป็นต้น และการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำของไทย ตระการตากับสีสันโคมไฟมงคลขนาดใหญ่ พร้อมเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับศิลปินและนักแสดงจีนสุดฮอต “จู เจิ้งถิง” และการแสดงศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ต้าอู๋ พิทยา, Klear, Better Weather, MEAN, HERS, Slapkiss, Sirious Bacon, Wanyai, โอบ นิธิ, 2Ectasy Jeffy Kakagoesbackhome

    2. งาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai วันที่ 17-20 ก.พ. 69 ณ บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบกับการแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน การเชิดสิงโต การแสดงกายกรรม และการประดับไฟยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่คึกคักตลอดทั้งงาน

    นอกจาก 2 พื้นที่จัดงานดังกล่าวแล้ว ททท. ยังได้สนับสนุนการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์ ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10-21 ก.พ. 69 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 ก.พ. 69 ขณะเดียวกัน ยังมีหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมจัดและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประกอบด้วย ศูนย์การค้าสยามพารากอน ศูนย์การค้า ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์และในเครือเซ็นทรัล ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567055&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZKmoq3AQWNGSxHitWfBl-