“เอกนิติ” ชู กรอ. 4 เสา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดันข้อเสนอสู่การลงมือทำ

“เอกนิติ”-ชู-กรอ.-4-เสา-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-ดันข้อเสนอสู่การลงมือทำ

กกร. ผนึกรัฐ-World Bank เดินหน้า “Reinvent Thailand” วาง 4 เสาหลักผ่านกลไก กรอ. ครอบคลุมการลงทุนและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การพัฒนาคน และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ พร้อมจัดทำ White Paper

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารโลก จัดงาน The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระดมผู้นำภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ร่วมกำหนดแนวทางยกระดับเศรษฐกิจไทยและเชื่อมโยงการเติบโตกับภูมิภาคอาเซียน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผลจากการประชุมทำให้เห็นทิศทางร่วมกันใน 3 ประเด็น ได้แก่ ภาครัฐและเอกชนมีเป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของอาเซียนและเชื่อมโยงภูมิภาคกับเศรษฐกิจโลก

ประเด็นที่สอง ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการขับเคลื่อนต้องทำร่วมกันตั้งแต่การกำหนดปัญหา การออกแบบแนวทางแก้ไข การลงมือทำ และการติดตามผล ไม่ใช่การที่ภาครัฐกำหนดนโยบายแล้วจึงเชิญภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมภายหลัง และประเด็นที่สาม ไทยมีทั้งข้อเสนอและความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง จึงต้องสร้างแพลตฟอร์มให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนข้อเสนอไปสู่การลงมือทำจะเกิดขึ้นใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ โดยในระดับโลกจะต่อยอดผลการประชุมไปสู่การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ เพื่อเชื่อมโจทย์ของไทยและอาเซียนเข้ากับองค์ความรู้ เงินทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก

ระดับภูมิภาคจะมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เพื่อเชื่อมโยงกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ เพื่อเชื่อมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ร่วมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร ขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจจะร่วมกันแก้ไขปัญหาและผลักดันข้อเสนอให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ส่วนระดับประเทศ จะใช้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เป็นกลไกหลัก โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่ การลงทุนและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การค้าและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาคน และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

ด้าน Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยควรทำอะไรเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการทำให้ข้อเสนอเกิดขึ้นจริง โดยการประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนภายใต้วิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงมีกลไกสำหรับขับเคลื่อนไปสู่ผลลัพธ์

World Bank และ IFC พร้อมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ขณะที่การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 จะจัดขึ้นในประเทศไทยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาน กกร. กล่าวว่า การ “Reinvent Thailand” ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการยกระดับฐานเศรษฐกิจเดิมและเปิดพื้นที่ให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เติบโต โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ องค์ความรู้และมาตรฐานระดับโลก การขับเคลื่อนอย่างเป็นเอกภาพของภาคเอกชน และนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน น่าเชื่อถือ และต่อเนื่อง

ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนา Ecosystem ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบข้อมูล และระบบการเงิน เพื่อเปลี่ยนการลงทุนระลอกใหม่ให้เป็น New Growth Engines และนำไปสู่การเติบโตที่มีมูลค่าสูง มีความยืดหยุ่น และทั่วถึง

นายผยงกล่าวว่า Momentum จาก Bangkok Business Summit สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือของภาคธุรกิจในระดับภูมิภาค และในอนาคตอาจพัฒนาไปสู่ Regional Business Summit เพื่อให้ภาคธุรกิจอาเซียนร่วมกันกำหนดและขับเคลื่อนวาระสำคัญของภูมิภาค

ขณะที่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การค้าโลกกำลังเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้า เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานใหม่ ทำให้ทุกอุตสาหกรรมต้องเตรียมความพร้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ไทยจึงต้องเร่งเจรจาการค้าในด้านสินค้า บริการ ดิจิทัล มาตรฐาน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่รัฐบาลอาเซียนควรร่วมกันสร้างห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาค เชื่อมโยงระบบศุลกากร โลจิสติกส์ และมาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้าและการลงทุน

ดร.พจน์กล่าวว่า การยกระดับกติกาดังกล่าวเชื่อมโยงกับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดต้นทุนผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยมีกลไก กรอ. เป็นช่องทางผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ

ด้านนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยมีฐานอุตสาหกรรมและ Supply Chain ที่สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 60 ปี และได้รับความเชื่อถือด้านคุณภาพและมาตรฐาน จึงมีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือ Intelligent Industry และเพิ่มบทบาทใน Global Supply Chain

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องอาศัยพลังงานที่มีเสถียรภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ แผน PDP 2026 ที่สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียน การปฏิรูปกฎระเบียบ และการพัฒนาทุนมนุษย์ ควบคู่กับการส่งเสริม Made in Thailand และ Local Content เพื่อให้การลงทุนเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาซัพพลายเออร์ไทย สร้างงานทักษะสูง และเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ

ทั้งนี้ กกร. เตรียมรวบรวมข้อเสนอและบทเรียนจาก The Bangkok Business Summit 2026 จัดทำเป็น White Paper เพื่อใช้เป็นกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และนำไปแลกเปลี่ยนต่อในการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อผลักดันข้อเสนอของไทยสู่เวทีระหว่างประเทศต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/46473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CKGOhVHrM2eB4o2nsjEZ-