
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มิ.ย.69) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมี “เสถียรภาพ” ทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดีมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจยังไม่พร้อม แต่ถูกบังคับให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามกลไกของตลาด เพราะค่าเงินมีความผันผวนมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัว และมีความเสี่ยง
ทั้งนี้ ประเทศไทยค่อนข้างโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์หรือภาวะกดดันดังกล่าว ส่งผลให้การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของไทยยังคงมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศได้ ซึ่งตลาดทุนประเมินว่านโยบายการเงินของไทยจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักในระยะนี้
สำหรับข้อกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทอ่อนค่า และกระแสเงินทุนไหลออกในปริมาณมากนั้น ประเมินว่าโลกกำลังปรับเปลี่ยนฐาน และเป็นยุคอัตราดอกเบี้ยขาลง บวกกับนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด ได้สิ้นสุดลงอย่างแน่นอนแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ระบบการเงินจะเข้าสู่ภาวะตึงตัวทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยไทยจะมีการขยับตัวตามทิศทางของตลาดโลก แต่ถือว่าความผันผวนของไทยยังอยู่ในระดับที่น้อยกว่าประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ
ดังนั้นโลกกำลังปรับเปลี่ยนฐานเป็นเฟสใหม่ ประเด็นเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญมาก และดึงดูดสายตาของนักลงทุน เนื่องจากในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ทางกลุ่มนักลงทุนย่อมการมองหาแหล่งลงทุนต้องการผลตอบแทนที่คุ้มค่า ปลอดภัย และสูงขึ้น
“ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันต้องสร้างเรื่องราวของเส้นทางในการเติบโต (Growth Story) ใหม่ไปด้วย เพราะถ้ามีเสถียรภาพที่ดี แต่น่าเบื่อ และไม่ตื่นเต้น ด้วยอุตสาหกรรมใหม่ ๆ นักลงทุนจะไม่สนใจ และเม็ดเงินจะไม่ไหลเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างสมดุลสองส่วนนี้ให้ดี” ดร.สันติธาร กล่าว
ขณะที่ปัญหาการกระจายตัวของรายได้ หรือความเหลื่อมล้ำนั้น โจทย์สำคัญที่สุดของประเทศไทย คือ ต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโต (Growth) ให้ได้ก่อน เนื่องจากขนาดของเศรษฐกิจยังใหญ่ไม่พอ และต้องใช้โอกาสช่วงเงินทุนไหลเข้าประเทศ เพื่อแก้โจทย์ว่าจะกระจายรายได้และโอกาสให้ SMEs และคนไทยได้อย่างไร ซึ่งทีมงานกำลังศึกษาอยู่
นอกจากนี้รัฐบาลต้องการดันสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ต้องกลับไปใกล้เคียงระดับ 30% ซึ่งตัวเลขระดับ 30% ประเทศไทยไม่เคยไปถึงอีกเลยนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนวิกฤตดังกล่าว ตัวเลขการลงทุนอาจจะสูงเกินไปเนื่องจากเกิดภาวะการลงทุนเกินพอดี (Over investment) อยู่ช่วงหนึ่ง บวกกับผลัดดันความสามารถในการแข่งขันต้องขึ้นมาอยู่ Top 20 ให้ได้ และมีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอีก 12 ปีข้างหน้าให้สำเร็จ
ด้านความกังวลเกี่ยวกับโอกาสการเกิดภาวะฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI Bubble) จากกรณีที่ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมานั้น ประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังยากที่จะชี้ชัดว่าเป็นภาวะฟองสบู่ หรือไม่ เนื่องจากเวลาตลาดมีการปรับฐานกลุ่มไหนที่เคยมีเงินไหลเข้าไปเยอะ เมื่อถึงเวลาปรับฐานก็จะถูกเทขายออกมาเยอะเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนแค่ว่าเงินเคยเข้าไปตรงนั้นเยอะ จึงถูกขายเยอะ ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/841208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WVxtGjk-mFFDwWvd1vHdt
