ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของวิกฤติพลังงานในตะวันออกกลาง และสงครามอิหร่านที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก หลายฝ่ายต่างกังวลว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 94% อย่างเกาหลีใต้ จะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าขนส่งทางเรือที่พุ่งสูง การหยุดชะงักของเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และแรงกดดันจากเงินเฟ้อล้วนเป็นความจริงที่ถาโถมเข้าใส่ค่าเงินวอน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงประจักษ์ล่าสุดกลับแสดงให้เห็นสิ่งตรงกันข้าม เกาหลีใต้ไม่ได้พังทลายลงภายใต้แรงกดดัน แต่กำลัง “ดูดซับ” แรงกระแทกนี้ไว้ได้อย่างน่าทึ่งโดยไม่สูญเสียสมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค
จากข้อมูลประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) แม้แนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของโลกจะถูกปรับลดลง แต่ตัวเลขคาดการณ์ของเกาหลีใต้ยังคงนิ่งอยู่ที่ 1.9% สวนทางกับกลุ่มยูโรโซน เยอรมนี และสหราชอาณาจักรที่ไอเอ็มเอฟปรับลดระดับลงอย่างรุนแรง
ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าการส่งออกของเกาหลีใต้เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา พุ่งทะยานแตะ 87,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 2.85 ล้านล้านบาท ) เพิ่มขึ้นถึง 53.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสถิติรายเดือนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรือชิปความจำปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) เป็นหัวหอกสำคัญ ด้วยมูลค่าการส่งออก 37,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.22 ล้านล้านบาท )
นายคิม จุง-ควาน รมว.อุตสาหกรรมเกาหลีใต้ จึงมั่นใจว่ายอดส่งออกทั้งปีนี้อาจทะลุ 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 29.5ล้านล้านบาท ) และนำพาเกาหลีใต้ก้าวสู่ท็อป 5 ประเทศ ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
ความแข็งแกร่งดังกล่าวกำลังเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก ที่มีต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ หรือวาทกรรม “Korea Discount” ที่เคยทำให้บริษัทเกาหลีใต้มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ดัชนี KOSPI ที่เคยดิ่งลงไปแตะระดับ 5,251 จุด เมื่อช่วงปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ได้ดีดตัวกลับมาทะลุ 8,000 จุด เมื่อปลายเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา จนโกลด์แมน แซคส์ ยกให้เกาหลีใต้เป็น “จุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าเชื่อถือที่สุดในเอเชีย” สะท้อนว่า นักลงทุนได้ปรับมุมมองจากการเห็นเกาหลีใต้เป็นเพียง ‘ประเทศผู้นำเข้าพลังงาน’ มาสู่ ‘ประเทศผู้ส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง’ ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้ฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ตั้งแต่การกำหนดเพดานราคาน้ำมันในประเทศ การจัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปจนถึงการตัดสินใจส่งกองเรือรบเฉพาะกิจ “ช็องแฮ” เข้าไปคุ้มกันเรือสินค้าในน่านน้ำส่วนหน้า นี่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบโลกาภิวัตน์ ที่เน้นความประหยัดแบบ “Just-in-Time” ไปสู่ระบบภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่เน้นความปลอดภัยแบบ “Just-in-Case” ด้วยการสร้างระบบสำรองและกระจายความเสี่ยงในทุกด้าน ทั้งพลังงาน การเดินเรือ และห่วงโซ่อุปทาน
ในส่วนของงบดุลภายนอก เกาหลีใต้มี “กันชนทางการเงิน” ที่แข็งแกร่งมาก โดยคาดว่าจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 117,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ( ราว 3.84 ล้านล้านบาท ) ประกอบกับหนี้สาธารณะที่อยู่ระดับต่ำเพียง 54.4% ของจีดีพี ซึ่งมั่นคงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มจี20 และ จี7 อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ประเทศมีช่องทางในการสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความผันผวน
วิกฤติครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เกาหลีใต้จะยังคงเปราะบางในแง่ของ “ราคาพลังงานที่หน้าปั๊ม” แต่ประเทศแห่งนี้ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งใน “สมุดบัญชีดุลการค้า” บทเรียนจากวิกฤติอิหร่านไม่ได้ทำให้เกาหลีใต้พังทลายลง แต่กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่บีบให้ประเทศต้องเรียนรู้กฎกติกาใหม่ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มีความตระหนักด้านความปลอดภัย และมีความสมดุลทางพลังงานอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5967020/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WY7wO06W4JuLtquDeDuR9
