ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันไม่พอใจการบริหารเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันไม่พอใจการบริหารเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผลสำรวจล่าสุดของหนังสือพิมพ์ The Economist ร่วมกับบริษัทวิจัยตลาดและวิเคราะห์ข้อมูล YouGov สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของชาวอเมริกันต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง และแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย

การสำรวจโดย YouGov ครั้งนี้ จัดทำโดยการสัมภาษณ์ผ่านระบบออนไลน์ (Web-based interviews)ระหว่างวันที่ 5 – 8 มิถุนายน 2026 โดยมีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 1,568 คน โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มตัวอย่างแบบสมัครใจ (opt-in panel) ของ YouGov เพื่อให้เป็นตัวแทนของประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ

ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 57 ของชาวอเมริกันมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แย่ลง แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะลดลงจากช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่มีเพียงร้อยละ 14 ของชาวอเมริกันเท่านั้นที่เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังปรับตัวดีขึ้น

image.pngมุมมองต่อเศรษฐกิจของชาวอเมริกันมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนกับจุดยืนทางการเมือง โดยผู้ที่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์มักมีมุมมองเชิงบวกต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มที่ไม่สนับสนุน ตัวอย่างเช่น ร้อยละ 53 ของผู้ที่สนับสนุนการทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเหนียวแน่นมองว่าเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น ขณะที่ผู้ที่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ในระดับปานกลางมีเพียงร้อยละ 22 ที่เห็นเช่นนั้น ส่วนในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนทรัมป์ ทั้งระดับปานกลางและระดับมาก มีเพียง 5% และ 1% ตามลำดับที่มองว่าเศรษฐกิจดีขึ้น

image.png

นอกจากนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจของชาวอเมริกันยังแตกต่างกันตามสถานะการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งปัจจุบันมีชาวอเมริกันประมาณร้อยละ 37 ที่ระบุว่ามีการลงทุนในตลาดทุน โดยในกลุ่มนักลงทุน ร้อยละ 20 เชื่อว่าเศรษฐกิจดีขึ้น เทียบกับเพียงร้อยละ 11 ของผู้ที่ไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้น

ความแตกต่างดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Independents) และพรรครีพับลิกัน (Republicans) ในขณะที่ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต (Democrats) ทั้งกลุ่มผู้ที่ลงทุนและไม่ลงทุนในตลาดหุ้นต่างมีมุมมองด้านเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไม่ต่างกัน ทางด้านผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน กลุ่มที่ลงทุนในตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะมองเศรษฐกิจในแง่บวกมากกว่าแง่ลบ โดยร้อยละ 40 เห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และร้อยละ 23 เห็นว่าแย่ลง ขณะที่กลุ่มรีพับลิกันที่ไม่ได้ลงทุนมีความเห็นแบ่งออกเท่า ๆ กัน โดยร้อยละ 27 เห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และอีกร้อยละ 27 มองว่าเศรษฐกิจแย่ลง

image.png

แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ผลสำรวจชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พอใจต่อการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมีเพียงร้อยละ 29 ที่เห็นชอบต่อการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่ร้อยละ 63 ไม่เห็นชอบ ส่งผลให้คะแนนนิยมสุทธิ (Net Approval) ด้านเศรษฐกิจอยู่ที่ -34 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดตลอดการดำรงตำแหน่งของเขา

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทรัมป์ พบว่าคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจในขณะนั้นอยู่ในแดนบวกที่ +8 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของความเชื่อมั่นประชาชนต่อการบริหารเศรษฐกิจในปัจจุบัน

image.png

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความไม่พอใจดังกล่าวคือภาวะค่าครองชีพที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่าราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง ที่อยู่อาศัย และรถยนต์

ผลสำรวจระบุว่า ร้อยละ 76 ของชาวอเมริกันเห็นว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่อีกร้อยละ 14 ระบุว่าราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มีเพียงร้อยละ 4 ที่มองว่าราคาไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 3 ที่เห็นว่าราคาลดลง สะท้อนถึงแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับครัวเรือนอเมริกัน

image.png

ในภาพรวม แม้ว่าคะแนนความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยรวมของประธานาธิบดีทรัมป์จะสูงกว่าคะแนนด้านเศรษฐกิจเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา โดยร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าเห็นชอบกับการทำงานของประธานาธิบดี ขณะที่ร้อยละ 60 ไม่เห็นชอบ ส่งผลให้คะแนนนิยมสุทธิอยู่ที่ -25 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดที่ -26 ที่บันทึกไว้ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้า

ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดการเงินและตลาดหุ้นของสหรัฐฯ จะยังมีทิศทางเชิงบวก แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับภาระค่าครองชีพและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจและการประเมินผลงานของรัฐบาลในปัจจุบัน

image.png

ข้อเสนอแนะต่อผู้ประกอบการไทย

ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ค่าครองชีพในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ยังกังวลเรื่องราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แม้ตลาดหุ้นจะเติบโต แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคในระดับครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรเน้นกลยุทธ์ “คุ้มค่าเงิน (value for money)” การตั้งราคาที่แข่งขันได้ และสื่อสารจุดเด่นด้านความคุ้มค่า คุณภาพ และความแตกต่างของสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   YouGov

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p652lc05j8hxgns82dy7ija8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-pUokMpvHZIs6XBUdOOVB