แม้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เศรษฐกิจโลกกลับยังแสดงให้เห็นถึง “ภูมิต้านทาน” ที่แข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การประเมินสถานการณ์ในระยะข้างหน้าทำได้ยากมาก
เนื่องจากหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและบางครั้งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองที่คาดเดาไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกยังสามารถขยายตัวได้ แม้จะเผชิญทั้งสงคราม การขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้า (Reciprocal Tax) และแรงกดดันจากความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ขณะที่ตลาดหุ้นโลกเองก็ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “บริบทใหม่”
พร้อมมองว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “บริบทใหม่” ที่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกสูงขึ้น ทำให้บทเรียนจากอดีตอาจไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด และกลายเป็นความท้าทายสำคัญของการลงทุนในยุคปัจจุบัน
อีกประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกว่าจะกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นหรือไม่ แม้หลายประเทศเริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นแนวโน้มถาวร โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ยังมีโอกาสคงดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่อาจยังไม่เร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด
ขณะที่หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีอิหร่าน คลี่คลายลง ก็จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้ภาพรวมดอกเบี้ยโลกเปลี่ยนไปจากที่ตลาดกังวล
สำหรับสงครามการค้า นายไพบูลย์ เห็นว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าใช้นโยบายดังกล่าว แต่จะเป็นลักษณะการเจรจาเป็นรายประเทศ โดยแต่ละฝ่ายต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งเชื่อว่าทีมไทยแลนด์ได้เตรียมความพร้อมและวางยุทธศาสตร์รับมือไว้อย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงเกินไป
ตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าหลายตลาดทั่วโลก
ส่วนในมุมมองการลงทุน นายไพบูลย์ มองว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าหลายตลาดทั่วโลก เนื่องจากตลาดต่างประเทศปรับตัวขึ้นมามากและเริ่มมีความเสี่ยงสะสม ขณะที่ตลาดหุ้นไทยแม้ยังเผชิญความท้าทาย แต่กลับมีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะจากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
นายไพบูลย์ ระบุว่า ความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนต้องทบทวนการกระจายความเสี่ยง ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยรัฐบาลมีแนวทางชัดเจนในการใช้นโยบายเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศและดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาลงทุน
อีกปัจจัยที่สนับสนุนตลาดหุ้นไทย คือ การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากชะลอตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 โดยกำไรที่ฟื้นตัวจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยที่เคยปรับตัวต่ำกว่าตลาดอื่นมาเป็นเวลานาน
แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นแรงในปีนี้ แต่ส่วนสำคัญมาจากการปรับขึ้นของหุ้น DELTA หากตัดผลกระทบของหุ้นดังกล่าวออกไป ตลาดหุ้นไทยโดยรวมปรับขึ้นเพียงราว 10% กว่าเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นกว่า 26% ตามดัชนี SET ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน หากไม่นับรวม DELTA ค่า Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่เพียงประมาณ 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยซื้อขายกันระดับ 14-15 เท่า สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้มีมูลค่าสูงเกินไป และยังมีพื้นที่ให้ปรับตัวขึ้นได้ต่อ
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์หลายๆ ส่วนยังคาดการณ์ว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทยจะเติบโตต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากหลายกลุ่มธุรกิจ ทั้งพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้อานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI รวมถึงกลุ่มพาณิชย์บางส่วน
คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.8% และปีหน้าที่ 1.7%
ในด้านเศรษฐกิจไทย นายไพบูลย์อ้างอิงประมาณการของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.8% และปีหน้าที่ 1.7% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของหลายสำนักที่ยังมองการเติบโตต่ำกว่า 2%
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านบวก หากสามารถดึง FDI เข้ามาได้มากขึ้น การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลายเร็วกว่าคาด ก็อาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีกว่าที่ประเมินไว้
อีกทั้งยังมองว่าโครงการ Jump+ จะเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อตลาดทุนไทย เพราะเป็นกลไกที่ช่วยผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นมากขึ้น โดยเป็นแนวทางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งสามารถผลักดันตลาดหุ้นของตนเองให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน กองทุน TESG ก็จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการดึงเม็ดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนไทย ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีในรูปแบบถาวร โดยเปิดโอกาสให้ลงทุนได้หลากหลายสินทรัพย์ ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นหรือกองทุนบางประเภท และมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนเงินออมให้เป็นเงินลงทุน รวมทั้งเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวให้ตลาดทุนไทย
ทิสโก้นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)
ยังมีความเสี่ยง “Stagflation”
ด้านนายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่า ภาพเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน จนมีโอกาสนำไปสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
แม้เศรษฐกิจโลกยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในดัชนี S&P 500 เติบโตแข็งแกร่ง รวมถึงช่วยหนุนการค้าและการลงทุนทั่วโลกให้ขยายตัวอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงกลับกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังเป็นการต่อสู้ระหว่างแรงหนุนจาก AI Boom กับแรงฉุดจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
นายคมศร ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่
- Oil Shock (ราคาน้ำมันที่อาจกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง)
- แรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง
- ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation
สำหรับความเสี่ยงด้านแรก คือ Oil Shock แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากความพยายามเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ยังมีคำถามสำคัญหลายประเด็น ทั้งระยะเวลาในการเคลียร์เส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ การกลับมาของเรือบรรทุกน้ำมัน รวมถึงความพร้อมของบริษัทประกันภัยที่จะรับประกันการเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่าการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะได้ข้อยุติหรือไม่ เพราะหากการเจรจาล้มเหลว ความขัดแย้งอาจกลับมาปะทุอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ ทิสโก้จึงมองว่าราคาน้ำมันที่ปรับลงมาใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจยังไม่สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมด และมีโอกาสดีดกลับขึ้นไปใกล้ระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 4% กลางๆ
ขณะที่ประเทศอื่นรวมถึงไทยก็ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้มูลค่าหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนจากพันธบัตรในระดับที่น่าสนใจโดยมีความเสี่ยงต่ำกว่า
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชนทั่วโลก เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัว ขณะที่ดอกเบี้ยมีโอกาสกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลง จนนำไปสู่ภาวะ Stagflation ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ด้านตลาดหุ้น นายคมศรชี้ว่า แม้ตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังปรับฐานจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยสามารถกลับขึ้นมาได้ภายในเวลาเพียง 16 วัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการฟื้นตัวที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดคือการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยกำไรของ S&P 500 ในไตรมาสแรกขยายตัวถึง 27% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่าตลาดยังประเมินความเสี่ยงด้านน้ำมันต่ำเกินไป โดยสต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังต้องดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้ทดแทนอุปทานใหม่ที่ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออีก 2-3 เดือน อาจทำให้สต็อกน้ำมันลดลงสู่ระดับวิกฤต และผลักดันให้ราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่อาจกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการภาษีภายใต้กฎหมายใหม่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม ขณะที่การลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายด้านกลาโหมทั่วโลกก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจผลักดันให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง ทิสโก้แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงของพอร์ตให้มากขึ้น เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight) ในหุ้นที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น กลุ่มพลังงานและวัสดุ
ขณะที่หุ้น Big Tech ควรลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) และหันไปคัดเลือกหุ้นเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดเล็กที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งแทน
ส่วนทองคำ มองว่าราคาที่อ่อนตัวลงก่อนหน้านี้ได้สะท้อนความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไปมากแล้ว โดยระดับราว 4,100-4,200 บาทต่อกรัมอาจเป็นจุดต่ำสุดของรอบนี้ ทำให้ Downside จำกัด และมีโอกาสทยอยฟื้นตัวได้ หากเฟดไม่จำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/277683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mD4rA6gsiqCPrqYqnQ3Gw
