
อนุทิน มองบวก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ สงบศึก หนุนเศรษฐกิจไทย วางแผนรับทุกวิกฤต
วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐและอิหร่านเตรียมลงนามสัญญาสันติภาพว่าถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยให้วิกฤตการณ์โลกคลี่คลายลงและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพปัจจัยภายนอกที่ผันผวนได้เป็นอย่างดี โดยรัฐบาลไม่ได้ดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเพียงรายวัน แต่ได้วางกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในภาวะวิกฤตการณ์จากภายนอกและภาวะสงคราม รัฐบาลมีความพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทยจะไม่ลดน้อยถอยลง โดยรัฐบาลมุ่งหวังให้ความปรารถนาดีและเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศในช่วงวิกฤตนี้ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงจนกระทบต่อการดำรงชีวิต
รัฐบาลพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างประชาชน เพื่อให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ลดน้อยถอยลง แม้จะเผชิญกับภาวะสงครามหรือวิกฤตจากภายนอกก็ตาม
ขณะเดียวกันในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการ แม้จะเป็นการกู้เงิน แต่เป็นจะการกู้เงินในรูปแบบเงินบาททั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน จากเดิมก่อนที่จะมีการออกพ.ร.ก.เงินกู้ กระทรวงการคลังได้รายงานว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 3% ต่อปี แต่ด้วยสภาพคล่องและเงินฝากจำนวนมากในระบบ รัฐบาลสามารถบริหารจนได้เงินกู้ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 1.2 % ต่อปีเท่านั้น และรัฐบาลมีหน้าที่ในการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยส่วนนี้โดยไม่จำเป็นต้องมีการออกมาตรการเพิ่มเติมที่จะเป็นภาระของประชาชน
ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยและเงินต้นที่กู้มานี้ ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระคืนทั้งหมด พวกผมรัฐบาลมีหน้าที่ต้องไปชำระดอกเบี้ยและผ่อนจ่ายเงินกู้ด้วยตัวรัฐบาลเอง ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะเพิ่มต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและยกระดับเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทย โดยรัฐบาลได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดและผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายเดลิเวอรีได้แก่ Line Man, Grab Food, Robinhood และ Shopee เพื่ออำนวยความสะดวกในการจับจ่ายและกระจายสินค้าสู่ประชาชน
โครงการนี้ใช้โมเดลการร่วมจ่ายแบบวิน-วิน โดย รัฐบาลสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเพียง 40% ซึ่งช่วยให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ถูกลงและผู้ขายขายได้มากขึ้น โดยผลจากการดำเนินโครงการพบว่า ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า และในกลุ่มสินค้าที่มีมาตรฐานโดดเด่นสามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 9-10 เท่า
รัฐบาลคาดการณ์ว่าเมื่อจบโครงการ ผู้ประกอบการจะมีการปรับฐานรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า อย่างยั่งยืน จากการเข้าถึงช่องทางขายใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเพิ่มขนาดกิจการ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eu7LU1-zTqz_l-YB-EXHO
